ความรู้เรื่องบ้านพรีคาสท์

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา บ้านจัดสรร และทาวน์เฮ้าส์ในบ้านเราเริ่มมีการนำเทคโนโลยีการก่อสร้างบ้านแบบพรีคาสท์ (Precast) มาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ หลายคนเวลาได้ยินการก่อสร้างแบบนี้ ก็อาจสงสัยว่า เอ๊ะ!! บ้านแบบนี้จะดีกว่าการสร้างบ้านแบบก่ออิฐฉาบปูนเดิมๆ ยังไง หรือจะมีความคงทนหรือเปล่า จริงๆ แล้วการก่อสร้างแบบพรีคาสท์นั้นมีมาตั้งนานแล้วในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสะพาน ทางยกระดับ อาคารสูง หรือบ้านในต่างประเทศ ซึ่งได้มีการพิสูจน์ในต่างประเทศแล้วว่าแข็งแรงมีข้อดีหลายอย่าง ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ผู้ประกอบการบ้านเราจึงเริ่มนำเทคโนโลยีพรีคาสท์นี้มาใช้ในบ้านเรามากขึ้นเรื่อยๆ วันนี้เรามีเนื้อหาดีๆ เกี่ยวกับพรีคาสท์มาฝากกันค่ะ มาดูกันว่า พรีคาสท์คืออะไร ดีสำหรับผู้บริโภคยังไง และขั้นตอนการสร้างบ้านแบบนี้เป็นยังไงบ้าง

บ้านพรีคาสท์คอนกรีต (Precast Concrete) คืออะไร ?
อธิบายแบบง่ายๆ ก็คือ การสร้างบ้านโดยใช้ระบบชิ้นส่วนคอนกรีตเสริมเหล็กหล่อสำเร็จมาประกอบเข้าด้วยกัน คำว่า “Pre” แปลว่า ก่อน คำว่า “Cast” แปลว่าการหล่อ หรือการเทในแบบ ดังนั้น เมื่อเอาสองคำนี้มารวมกันประกอบกับคำว่า “Concrete” ก็จะแปลได้ว่า การเท หรือการหล่อคอนกรีตเข้าไปในเบ้าหล่อ หรือแบบหล่อ (Mould) เสร็จแล้วนำไปบ่มในอุณหภูมิที่เหมาะสม แล้วก็ขนส่งคอนกรีตแต่ละชิ้นนั้นไปประกอบกันขึ้นมาเป็นทาวน์เฮ้าส์ หรือบ้านเดี่ยวที่หน้างาน ซึ่งคอนกรีตแต่ละชิ้นที่หล่อขึ้นมานั้นก็จะเป็นองค์ประกอบแต่ละส่วนของบ้าน หรือทาวน์เฮ้าส์นั่นเอง เช่น บางชิ้นก็เป็นส่วนพื้น บางชิ้นก็เป็นส่วนผนัง หรือบางชิ้นก็เป็นส่วนหน้าอาคาร (Facade) การก่อสร้างบ้านระบบพรีคาสท์มีกันมานานแล้วในต่างประเทศ ส่วนในบ้านเรานั้น เริ่มนิยมนำมาสร้างบ้าน หรือทาวน์เฮ้าส์กันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีความสะดวก รวดเร็ว และแข็งแรง แต่จริงๆ แล้ว ระบบพรีคาสท์ในบ้านเราก็มีการใช้มานานแล้วเช่นกันแต่ใช้กันในอุตสาหกรรมอื่น เช่น ใช้ในการสร้างสะพาน ทางด่วน ซึ่งคงไม่ต้องพูดถึงว่าหากนำระบบนี้มาสร้างบ้านแล้ว บ้านเราจะแข็งแรงขนาดไหน คิดง่ายๆ ก็คือเหมือนกับเราเอาชิ้นส่วนของทางด่วนมาประกอบเป็นบ้านเราเลย

บ้านพรีคาสท์ดียังไงสำหรับผู้บริโภค ?
การก่อสร้างมีคุณภาพสม่ำเสมอมาตรฐานเดียวกัน เพราะกระบวนการผลิตชิ้นงานคอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูปทุกขั้นตอนถูกควบคุมด้วยระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย และระบบคอมพิวเตอร์ ผลก็คือ งานจะออกมาดีกว่า ไม่มีปัญหาอย่างเช่น ฉาบปูนไม่ดี กำแพงไม่เรียบ หรือเสาเอียง และโอกาสที่งานจะออกมาคุณภาพไม่ดีเหมือนการใช้แรงงานคนในบางโครงการจะเป็นไปได้น้อยกว่า
คงทนแข็งแรงแม้กระทั่งแผ่นดินไหว ชิ้นงานทุกชิ้นเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กซึ่งมีค่าความแข็ง (Stiffness) สูงกว่าระบบเสาโครง และผนังก่ออิฐ จึงมีความคงทนแข็งแรง และใช้เป็นโครงสร้างรับน้ำหนักชั้นบนได้ (Load Bearing Wall) ด้วยลักษณะโครงสร้างดังกล่าวทำให้ทนต่อแรงสะเทือนของแผ่นดินไหวได้มากกว่าการก่อสร้างแบบผนังก่ออิฐทั่วไป (ซึ่งไม่สามารถรับแรงกระแทก หรือแรงกระทบด้านข้างได้ดีเท่าพรีคาสท์คอนกรีต)
ไม่ต้องห่วงเรื่องเสากลางบ้าน เพราะเป็นระบบการก่อสร้างที่ไม่มีเสาและคาน แต่ใช้ผนังคอนกรีตสำเร็จรูป เป็นตัวรับน้ำหนักของบ้าน ทำให้บ้านมีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น และก่อให้เกิดความสวยงามในการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ ที่มีความลงตัวมากกว่า
เรียบสวยเนี้ยบกว่า ส่วนประกอบทุกชิ้นผ่านระบบควบคุมคุณภาพให้สม่ำเสมอ และขัดผิวจนเรียบจึงได้ระดับเท่ากัน ทาสี หรือตกแต่งด้วยวอลล์เปเปอร์ได้ทันที ไม่มีปัญหาผนังเป็นคลื่นเหมือนการก่ออิฐฉาบปูนทั่วไป
ช่วยป้องกันความร้อน มีค่าความเป็นฉนวนสูง จึงสามารถป้องกันความร้อนจากภายนอกได้ดี แต่หากบ้านโดนแดดนานๆ ก็อาจเกิดการสะสมความร้อนได้เช่นกัน (ดูข้อจำกัดด้านล่าง)
มีความต้านทานไฟสูงกว่า เพราะคอนกรีตมีคุณสมบัติที่ทนไฟมากกว่ากำแพงก่ออิฐ หรือผนังก่ออิฐฉาบปูนทั่วไป และมีส่วนช่วยป้องกันไฟไม่ให้ลุกลามไปยังห้องข้างเคียงได้ด้วย ปกติแล้วคอนกรีตจะสามารถต้านทานไฟได้มากกว่า 2 ชั่วโมง ในขณะที่ผนังก่ออิฐฉาบปูนจะสามารถทนไฟได้ประมาณ 1 ชั่วโมง
ป้องกันเสียงรบกวน วัสดุคอนกรีตเป็นวัสดุที่มีความทึบเสียงมากกว่าวัสดุประเภทอิฐและไม้ จึงสามารถป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอก หรือเสียงดังจากห้องข้างเคียงได้ดีกว่าผนังก่ออิฐฉาบปูน
ต้านทานการซึมน้ำสูง ทำให้สีพื้นผิวมีความคงทน สวยงาม และไม่เกิดเชื้อรา โดยปกติ เมื่อมีฝนตก ผนังคอนกรีตสามารถป้องกันการซึมผ่านของน้ำได้ดีกว่าอิฐซึ่งมีความพรุนสูงทำให้เมื่อมีน้ำ หรือฝนตก อิฐจะดูดซึมน้ำ หรือความชื้นเข้ามาที่ผนัง ทำให้อาจเกิดเชื้อรา หรือสีร่อนได้
เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ช่วยลดปัญหาขยะที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม รวมทั้งลดมลภาวะทางเสียง ฝุ่น เศษอิฐ เศษปูน ขยะจากคนงานก่อสร้าง และปัญหาการจราจรในสถานที่ก่อสร้าง
ค่าเบี้ยประกันภัยและค่าบำรุงรักษาต่ำ เพราะเทคโนโลยีพรีคาสท์ทำให้บ้าน และอาคารมีความแข็งแรง คงทน และมีอายุการใช้งานยาวนาน ทำให้ค่าเบี้ยประกันภัยต่ำกว่าโครงสร้างประเภทอื่นๆ และยังส่งผลให้ค่าบำรุงรักษาต่ำ เนื่องจากจะเสียค่าใช้จ่ายในการทาสีใหม่ในรอบ 8-10 ปี เท่านั้น
ข้อมูลโดย : www.checkraka.com ภาพโดย : www.aboutforeverhome.com